Travel

Part 2

มาต่อ Part 2 แล้วจ้า


วันนั้นเราก็รู้สึกเหนื่อยๆๆกับการเดินทาง เราก็เลยตัดสินใจไป ที่สะพานมอญกันเป็นที่สุดท้าย
แล้วจะไปตลาดซื้อของกินไว้สำหรับคืนนี้กัน เราเดินทางกันประมาณ 15นาทีมาถึงสะพานมอญ

 

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
สะพานมอญ  อยู่ในตัวอำเภอสังขละบุรี เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า สะพานอุตตมานุสรณ์
เป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทยมีความยาวถึง 850 เมตร สร้างข้ามลำน้ำ
ซองกาเลียสำหรับให้ประชาชนฝั่งตัวอำเภอสังขละบุรีและฝั่งหมู่บ้านชาวมอญเดิน
ข้ามสัญจรไปมา บริเวณสะพานแห่งนี้เป็นจุดชมวิวทะเลสาบเขื่อน วชิราลงกรณ์
ที่สวยงามสามารถมองเห็นลำห้วยสายต่างๆ คือ ซองกาเลีย บีคลี่ และรันตี ที่ไหลมา
รวมกันเป็นสามประสบ

 

พวกเราก็เดินเที่ยวถ่ายรูปกันเห็นอริยะบถของชาวบ้านทั้งทำธุระส่วนตัว, หาปลา, เด็กๆเล่นน้ำ บนลำน้ำซองกาเลียเป็นปกติ สักพักมีหนูน้อยมาขายทัวร์ไปชมเมืองบาดาลในอดีตที่จมอยู่ใต้น้ำ เราต้องนั่งเรือหางยาวไปดู แต่วันนั้นเหนื่อยแว้วขอกลับมาพักก่อนแล้วกันขับรถคนเดียว 5-6 ชั่วโมงขอพัก ก็เลยบอกว่าโอกาสหน้าแล้วกันพี่ๆเหนื่อยแล้ว ออกมาเดินทางไปตลาดซื้อเสบียง เพื่อนคนนึงหิวมากไปเจอกินที่หอมยั่วจมูกมันมาแต่ไกลพอลงรถมันตรงดิ่งไปถามทันทีคืออะไรมันเหมือนหมูสามชั้นที่เค้าเอาไปทำให้เปรี้ยวเหมือนแหนมแล้วเอามาทอดให้กรอบ ถึงจะมันแต่อร่อยมากคนที่นั้นเค้าชอบกินอย่างนั้น ของกินมันก็ไม่ค่อยจะมีแล้วหละมันปาเข้าไป 5โมงครึ่งกว่าแล้วตลาดวายเกือบหมดแล้วก็หาซื้อน้ำซื้อของแห้งแล้วคืนนี้จะหาข้าวกินใน Resort เอาแหละ จริงๆที่นี่มีอะไรมากกว่าที่พวกเราไปมาอีกแต่ไม่สามารถไปได้ครบแต่ยังไงจะลองแนะนำว่าไปที่ไหนได้อีกแล้วกันครับเพราะว่าพวกเราก็โดดงานมากันวันศุกร์ 1 วันไม่งั้นก็คงไปได้น้อยกว่านี้อีก

ในเขตพื้นที่อำเภอทองผาภูมิ และ อำเภอสังขละบุรีที่พวกเรายังไม่ได้ไปแต่จะลองแนะนำเผื่อใครมีโอกาสได้ไปนะครับ 

 


 

   

 

 

 

 

 

 

 

 

 

น้ำตกเกริงกระเวีย ขึ้นอยู่กับเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลม ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 323

(ทองผาภูมิ-สังขละบุรี) กิโลเมตรที่ 32–33 ใกล้กับน้ำตกไดช่องถ่อง ห่างจากอำเภอกาญจนบุรี

ประมาณ 173 กิโลเมตร เป็นน้ำตกขนาดเล็ก จะมองเห็นสายน้ำแผ่กระจายไหลมาจากหลาย

ทิศทาง เหมาะสำหรับเป็นจุดพักผ่อนระหว่างการเดินทางไปอำเภอสังขละบุรี สามารถนั่งรถ

โดยสารสายกาญจนบุรี-สังขละบุรี จากตัวเมืองมาได้ ค่าโดยสาร 90 บาท ใช้เวลาประมาณ

3 ชั่วโมง
สวนป่าเกริงกระเวียอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 323 ในเส้นทางกาญจนบุรี-ด่านเจดีย์สามองค์

เป็นสวนป่าสักทองผืนใหญ่ขนาดนับหมื่นไร่ ล้อมรอบด้วยป่าธรรมชาติ ที่ยังสมบรูณ์เหมาะจะ

เป็นสถานที่พักผ่อนสัมผัสธรรมชาติแห่งขุนเขา และแมกไม้ชอุ่มงามในบรรยากาศเงียบสงบ

หากต้องการความสนุกสนานเพลิดเพลินก็สามารถไปล่องแพ เล่นน้ำตก หรือเล่นแคมป์ไฟ

ในยามค่ำคืนได้สวนป่าเกริงกระเวีย ยังเป็นแหล่งศึกษาธรรมชาติ มีเส้นทางเดินชมสัตว์ป่า

ที่น่าสนใจและหายาก ไม่ว่าจะเป็นเก้ง กบภูเขาและหมาน้ำ นอกจากนั้นบริเวณใกล้เคียงยัง

มีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ และแหล่งวัฒนธรรมท้องถิ่นหลากหลายให้แวะชม มีบริการบ้านพัก

สำหรับนักท่องเที่ยวจำนวน 6 หลัง กรุณาติดต่อล่วงหน้าก่อนเข้าพักได้ที่ อุตสาหกรรมป่าไม้

เขตบ้านโป่ง โทร. 0 3220 1565 - 6 หรือสำนักงานส่งเสริมธุรกิจและบริการ
โทร. 0 2282 3243 - 7 ต่อ 142, 143 หรือดูเว็บไซต์ www.fio.co.th/ecotour/graenggravia.php

น้ำตกไดช่องถ่อง เป็นน้ำตกขนาดเล็ก เลยจากน้ำตกเกริงกระเวียไปตามเส้นทางทองผาภูมิ-สังขละบุรี 2 กิโลเมตร จะมีทางแยกซ้ายไปน้ำตกอีกประมาณ 6 กิโลเมตร สภาพเส้นทางเข้าตัวน้ำตกไม่ดีนัก เดินทางลำบากโดยเฉพาะในฤดูฝน
ขึ้นอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลม ก่อนถึงอำเภอสังขละบุรี ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 323 (ทองผาภูมิ-สังขละบุรี) กิโลเมตรที่ 32–33 ก่อนถึงน้ำตกเกริงกระเวียเล็กน้อยจะมีป้ายทางซ้ายมือเข้าไปประมาณ 500 เมตร จากนั้นเลี้ยวขวาเข้าไปอีก 500 เมตร และต้องเดินเท้าไปอีก 600 เมตร เป็นน้ำตกขนาดกลางไหลลงสู่ทะเลสาบเขื่อนแม่กลอง สภาพป่าสมบูรณ์ร่มรื่นสวยงามมากในช่วงฤดูฝน
บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาแหลม ซึ่งตั้งอยู่ริมทางหลวงสายทองผาภูมิ-สังขละบุรี มีสถานที่สำหรับกางเต็นท์พักแรม แต่นักท่องเที่ยวต้องนำเต็นท์มาเอง

น้ำตกตะเคียนทอง
เป็น น้ำตกที่ถูกปกคลุมด้วยป่าไผ่ ดงหวาย ดงเฟิร์น และไม้ใหญ่ยืนต้นนานาพันธุ์ บริเวณเทือกเขาตะนาวศรี แนวเขตชายแดนไทย-พม่า ในเขตสังขละบุรี ตัวน้ำตกมีต้นน้ำอยู่ในเขตประเทศพม่า ไหลเลาะเลื้อยมาตามแนวเขาที่กั้นเขตแดน สู่ประเทศไทยที่ห้วยซองกาเลียซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของต้นน้ำแควน้อย จากความอุดมสมบูรณ์ของป่า ทำให้เป็นน้ำตกที่มีน้ำไหลตลอดทั้งปี แต่ละชั้นมีความงดงามแปลกตา ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นลานกว้าง มีน้ำตกไหลผ่านกระจายกันออกไป นักท่องเที่ยวสามารถเดินลุยน้ำไปตามน้ำตกเพื่อขึ้นไปชมในชั้นสูงๆ ได้
    การเดินทาง ขับรถจากทางแยก อำเภอสังขละบุรี-ด่านเจดีย์สามองค์ ไปประมาณ 8 กิโลเมตร จะมีป้ายบอกทางเข้าน้ำตกอยู่ริมถนนด้านขวา เลี้ยวตามทางแยกไปบนถนนลูกรังอีกประมาณ 12 กิโลเมตร เส้นทางค่อนข้างแคบและบางช่วงมีเนินสูงชัน และต้องตัดผ่านลำธารเป็นบางช่วง จึงควรใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อ หรือรถกระบะในการเดินทาง เมื่อถึงจุดพักรถจะต้องเดินเท้าต่อไปอีกประมาณ 30 นาที จึงจะถึงตัวน้ำตกชั้นแรก หากต้องการความสะดวก ควรติดต่อสอบถามรายละเอียดเส้นทางการเดินทางหรือว่าจ้างผู้นำทางจากชาวบ้านในเขตอำเภอสังขละบุรี หรือติดต่ออำเภอสังขละบุรี หรือติดต่อผ่านบริษัทนำเที่ยว ที่มีการจัดนำเที่ยวในเส้นทางน้ำตกสายนี้

เป็นน้ำตกที่ขึ้นอยู่กับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ในบริเวณเทือกเขาตะนาวศรีซึ่งกั้นแนวเขตชายแดนไทย-พม่าในเขตอำเภอสังขละบุรี ตัวน้ำตกมีต้นน้ำอยู่ในเขตประเทศพม่าไหลเลาะเรื่อยมาตามแนวเขาที่กั้นเขตแดนสู่ประเทศไทยที่ห้วยซองกาเลีย จากความอุดมสมบูรณ์ของป่าทำให้เป็นน้ำตกที่มีน้ำไหลตลอดทั้งปี เส้นทางเดินสู่ตัวน้ำตกชั้นแรกใช้เวลาประมาณ 30 นาที เป็นทางราบปกคลุมด้วยดงไผ่ หวาย เฟิร์น และไม้ใหญ่ยืนต้นนานาพันธุ์ บางช่วงลัดเลาะลำธารน้ำ บางช่วงจะเห็นสายน้ำไหลมาจากหลายทิศทางกระจายออกไปเป็นแอ่งน้ำหรือลานกว้าง ซึ่งน้ำตกในแต่ละชั้นมีความงดงามแปลกตากันออกไป
การเดินทาง ไปตามทางหลวงหมายเลข 323 ก่อนถึงตัวอำเภอสังขละบุรี 4 กิโลเมตร จะมีทางแยกขวามือไปด่านเจดีย์สามองค์ ไปตามเส้นทางสังขละบุรี-ด่านเจดีย์สามองค์ ประมาณกิโลเมตรที่ 12–13 จะมีป้ายบอกทางเข้าน้ำตกอยู่ด้านขวา เลี้ยวตามทางแยกไปบนถนนหินลูกรังอีกประมาณ 9 กิโลเมตร เมื่อถึงจุดพักรถจะต้องเดินเท้าต่อไปอีกประมาณ 30 นาที จึงจะถึงตัวน้ำตกชั้นแรก ควรติดต่อสอบถามรายละเอียดจากเจ้าหน้าที่บริเวณหน่วยพิทักษ์ป่า หากต้องการค้างแรมควรติดต่อขออนุญาตล่วงหน้า 15 วัน เรียนผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช บางเขน กรุงเทพฯ โทร. 0 2561 4292-3 ต่อ 765

  น้ำตกกระเต็งเจ็ง เป็นน้ำตกที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลม เป็นน้ำตกที่มีความสูงถึง 36 ชั้น นักท่องเที่ยวจะต้องปีนป่ายผ่านสายน้ำขึ้นไปตามชั้นต่างๆ จนถึงชั้นบนสุด เมื่อขึ้นไปถึงแล้วนักท่องเที่ยวสามารถเลือกเดินทางกลับได้ โดยไม่ใช้ทางเดิม แต่เปลี่ยนเป็นเส้นทางเดินป่า ที่ยังคงสภาพป่าดิบอันสมบูรณ์ ระหว่างทางจะผ่านดงเฟิร์นที่กว้างใหญ่ตระการตา ผ่านป่าระกำไฟ ลิ้นจี่ป่า มะไฟป่า และต้นไม้ยักษ์ที่มีขนาดใหญ่ถึง 13 คนโอบ ตลอดทางเดินจะได้ยินเสียงน้ำตกกระทบโขดหินดังก้องอยู่ในป่าตลอดเวลา จัดเป็นเส้นทางการเดินป่าที่สวยงามและน่าตื่นตาตื่นใจอย่างยิ่งการเดินทางไปน้ำตกกระเต็งเจ็ง ใช้เส้นทางทองผาภูมิ-สังขละบุรี จนถึงอุทยานแห่งชาติเขาแหลม ซึ่งตั้งอยู่บริเวณขวามือของถนน ก่อนถึงอำเภอสังขละบุรีประมาณ 30 กิโลเมตร นำรถจอดที่อุทยานฯ แล้วเดินเท้าต่อไปอีกประมาณ 2-3 ชั่วโมงก็จะถึงตัวน้ำตก การเดินทางควรติดต่อหาผู้นำทางที่เชี่ยวชาญ โดยอาจผ่านทางบริษัทนำเที่ยวในจังหวัดกาญจนบุรี หรือในเขตอำเภอสังขละบุรี ทั้งนี้เนื่องจากสภาพป่ามีลักษณะเป็นป่าดงดิบ อาจทำให้เกิดพลัดหลงได้ และควรสวมเสื้อผ้าในชุดเดินป่าที่รัดกุม เนื่องจากมีทากชุกชุมตลอดเส้นทางทุกฤดูกาล   

ถ้ำแก้วสวรรค์บันดาล อยู่ห่างจากด่านเจดีย์สามองค์ ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนระหว่างไทยกับพม่า ประมาณ 1 กิโลเมตร อาณาเขตของถ้ำแก้วสวรรค์บันดาลกินบริเวณกว้าง เนื่องจากเป็นถ้ำที่อยู่ในภูเขทั้งลูก ภายในยังแบ่งเรียกเป็นถ้ำต่างๆ อีก 4 ถ้ำ คือ ถ้ำวังบาดาล ถ้ำมรกต ถ้ำแก้ว และถ้ำสวรรค์บันดาล แต่ละถ้ำมีความสลับซับซ้อน สามารถเดินเชื่อมทะลุถึงกันได้หมดทุกถ้ำ ภายในมีหินย้อยรูปทรงต่างๆ งดงามมาก เมื่อกระทบกับแสงไฟจะสะท้อนแสงแวววาวคล้ายถูกโรยไว้ด้วยกากเพชร การเข้าไปเที่ยวชมนักท่องเที่ยวควรแต่งกายด้วยชุดที่รัดกุม เลือกสวมรองเท้าที่เหมาะสมและต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะบางถ้ำมีโขดหินที่สูงชัน บางถ้ำต้องใช้วิธีการคลานและมุดไปตามซอกของช่องหิน และบางถ้ำที่มีระดับน้ำสูงประมาณหัวเข่า หากต้องการจะเที่ยวชมให้ครบหมดทุกถ้ำ จะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมงขึ้นไป    การเดินทาง ใช้เส้นทางอำเภอสังขละบุรี-ด่านเจดีย์สามองค์ กิโลเมตรที่ 16 เลี้ยวขวาบริเวณศาลาพักร้อนริมทาง จากนั้นขับรถไปตามถนนดินอีกประมาณ 800 เมตร เลี้ยวขวาไปตามเส้นทางอีก 200 เมตร จะถึงบริเวณสำนักปฏิบัติธรรมซึ่งเป็นที่ตั้งของถ้ำแก้วสวรรค์บันดาล นักท่องเที่ยวสามารถสอบถามข้อมูลของถ้ำได้จากพระสงฆ์ที่จำวัดอยู่ ณ บริเวณสำนักปฏิบัติธรรมนั้น

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร มีพื้นที่อยู่ในเขตอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรีและอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ภูมประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อน ยอดเขาสูงสุด คือ เขาใหญ่ อยู่บริเวณตอนกลางของพื้นที่ เป็นต้นน้ำของลำธารหลายสาย มีป่าไม้หลายชนิดประกอบด้วยทุ่งหญ้า ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และป่าดงดิบ มีสัตว์ป่าหลายชนิดอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก
การเดินทาง ยังไม่สะดวกนัก เนื่องจากสภาพถนนบางช่วงไม่ดี จากเส้นทางทองผาภูมิ-สังขละบุรี บริเวณแยกห้วยเสือ ไปยังบ้านคลีตี้ ระยะทาง 42 กิโลเมตร ต่อจากนั้นมีทางแยกไปที่ทำการเขตฯ ที่ห้วยซ่งไท้อีก 40 กิโลเมตร เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นพื้นที่เหมาะสำหรับผู้สนใจศึกษาธรรมชาติ ผู้ที่จะไปทุ่งใหญ่นเรศวรต้องทำหนังสือขออนุญาตล่วงหน้า 15 วัน เรียนผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห้งชาติ สัตว์ป่าและพันธุพืช บางเขน กรุงเทพฯ โทร. 0 2561 4292-3 ต่อ 765

คืนนั้นเราก็กินข้าวกันใน Resort ประมาณ 2ทุ่ม อาหารส่วนใหญ่จะเป็นอาหารป่าปลาแม่น้ำนะครับแนะนำ

ปลาคังลวกจิ้ม จิ้มกับน้ำจิ้มเต้าเจี้ยวถ้าปลาสดมันจะไม่มีกลิ่นคาวเลยแล้วเนื้อจะนุบๆเด้งๆ

กบทอดกระเทียม

ปลาแรดทอดกระเทียม

แกงป่าแต่ผมเบื่อแล้วแม่ผมเป็นคนเมืองกาญจน์ฯแกงกินทุกอาทิตย์

เห็ดโคนจะมีช่วงตุลาคมกินเจ 1 เดือนเท่านั้น

ต้มยำปลากด

ผัดผักกูด
แต่วันนั้นไปอะไรๆก็หมดแต่ยังมีหลักๆๆอย่างที่บอกแต่ถ้าเป็น เมื่อก่อนจะมีเนื้อกวางเนื้อเก้งเพราะว่าเมืองกาญจน์ฯกินอาหารป่า เผ็ดๆๆเป็นหลัก
โอเช งั้นขอจบPart 2 ที่สังขละก่อนแล้ว Part 3 จะพาไปทองผาภูมิต่อครับ

แต่วันนั้นไปอะไรๆก็หมดแต่ยังมีหลักๆๆอย่างที่บอกแต่ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะมีเนื้อกวางเนื้อเก้งเพราะว่าเมืองกาญจน์ฯกินอาหารป่า เผ็ดๆๆเป็นหลัก

โอเช งั้นขอจบPart 2 ที่สังขละก่อนแล้ว Part 3 จะพาไปทองผาภูมิต่อครับ

 

โอเช งั้นขอจบPart 2 ที่สังขละก่อนแล้ว Part 3 จะพาไปทองผาภูมิต่อครับ


 

 

 

edit @ 16 Jul 2009 13:34:24 by Dusit (Joe)

edit @ 16 Jul 2009 13:41:14 by Dusit (Joe)

edit @ 16 Jul 2009 13:46:47 by Dusit (Joe)

edit @ 16 Jul 2009 13:57:25 by Dusit (Joe)

edit @ 22 Jul 2009 09:24:14 by Dusit (Joe)

edit @ 22 Jul 2009 09:28:05 by Dusit (Joe)

edit @ 22 Jul 2009 09:30:49 by Dusit (Joe)

กาญจนบุรี สังขละบุรี Part1

posted on 15 Jul 2009 08:43 by dusit21  in Travel

สังขละบุีรี ด่านเจดีย์สามองค์

วัดวังก์วิเวการาม (หลวงพ่ออุตตะมะ) เจดีย์พุธคยา

 

ขออนุญาตแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ไกลมากจากกรุงเทพมากนัก

เหมาะสำหรับไป 2-3วัน แต่ก็อาจจะยังเที่ยวได้ไม่หมดนะนั้นก็คือจังหวัดกาญจนบุรี
คำขวัญประจำจังหวัด:

แคว้นโบราณ ด่านเจดีย์ มณีเมืองกาญจน์ สะพานข้ามแม่น้ำแคว แหล่งแร่น้ำตก

สภาพทั่วไป

กาญจนบุรี อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ 128 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 19,483 ตารางกิโลเมตร

ภูมิประเทศส่วนใหญ่ เป็นป่า โดยเฉพาะชายแดน ที่ติดกับพม่า ยังมีสภาพเป็นป่าดงดิบ

ซึ่งมีสัตว์ป่านานาชนิด อาศัยอยู่ เป็นจำนวนมาก


ที่ตั้งและอาณาเขต

กาญจนบุรี แบ่งเขตการปกครองออกเป็น ๑๐ อำเภอ และ ๓ กิ่งอำเภอ

คือ อำเภอเมือง อำเภอบ่อพลอย อำเภอเลาขวัญ อำเภอพนมทวน

อำเภอไทยโยค อำเภอสังขละบุรี อำเภอศรีสวัสดิ์ อำเภอท่ามะกา อำเภอท่าม่วง

อำเภอทองผาภูมิ กิ่งอำเภอด่านมะขามเตี้ย กิ่งอำเภอหนองปรือ และกิ่งอำเภอห้วยกระเจา
จังหวัดกาญจนบุรี ตั้งอยู่ภาคกลางของประเทศไทยห่างจากกรุงเทพฯ ไปทางทิศตะวันตก

ประมาณ 129 กม. มีเนื้อที่ประมาณ 19,483.148 ตร.กม. หรือประมาณ 12,176,967.5 ไร่

มีอาณาเขต ติดต่อ ดังนี้
ทิศเหนือ จด จังหวัดตากและจังหวัดอุทัยธานี
ทิศใต้ จด จังหวัดราชบุรี
ทิศตะวันออก จด จังหวัดสุพรรณบุรีและนครปฐม
ทิศตะวันตก จด ประเทศสหภาพพม่า

แต่วันนี้เราจะเดินทางไปที่สุดชายแดนตะวันตก สังขละบุรี เมืองสามหมอก

ดินแดนสามวัฒนธรรม เมืองแห่งสายน้ำ ขุนเขา และผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์

เมืองที่มีความงามหลากหลายทาง เชื้อชาติและวัฒนธรรม ของพี่น้องต่างเผ่าพันธุ์

ทั้งมอญ กระเหรี่ยง ไทย ลาว พม่า ฯลฯ สังขละบุรี เป็นเมืองสำคัญหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์...สงคราม...ด่านเจดีย์ ทางรถไฟสายมรณะ

 

การเดินทางของคณะผมและเพื่อนๆดูอาจจะเป็นระยะทางไม่ไกลมาก แต่ว่าจากออกพ้นตัวเมืองการเดินทางค่อนข้างเดินทางทางลำบากเพราะว่าทางเป็น ทางคดเขี้ยวอยู่ในหุบเขาที่มีทางลาดชันมากต้องขับรถด้วยความระมัดระวัง เราจึงตัดสินใจออกจากกรุงเทพกันแต่เช้า ผมทำเวลา จากกรุงเทพถึงตัวเมืองไม่นานมากเพราะว่าเราออกแต่เช้าประกอบกับรถโล่งผมจึง ทำความเร็วได้ดีใช้เวลาประมาณ 1 ชม. 20 นาที เราแวะทานข้าวกันในเมืองไม่นานเพราะว่าต้องเดินทางกันอีกไกลผมก็ตกพร่ำๆ เราออกจากเมืองเดินทางเข้าอำเภอศรีสวัสดิ์ ตอนสายๆๆราว 10โมง เดินทางต่อจนเข้าอำเภอ ทองผาภูมิการเดินทางจากนี้ต้องระมัดระวังอย่างมาเพราะว่ามันขึ้นเขาลงเขาและ ชันมาก สังขละบุรี เป็นอำเภอที่ติดต่อกับชายแดนพม่า ห่างจากตัวเมืองประมาณ 215 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากอำเภอทองผาภูมิ 74 กิโลเมตร เส้นทางนี้จะตัดผ่านภูเขาเลียบทะเลสาบเขื่อนเขาแหลม มองเห็นทัศนียภาพที่งดงาม อำเภอสังขละบุรีมีชาวมอญอาศัยตั้งบ้านเรือนอยู่เป็นจำนวนมาก ตัวอำเภอตั้งอยู่บริเวณที่เรียกว่า "สามประสบ" คือบริเวณที่ลำน้ำสามสาย อันได้แก่ ห้วยซองกะเลีย ห้วยบิคลี่ และห้วยรันตี ไหลมาบรรจบกันเป็นแม่น้ำแควน้อย
การเดินทางของคณะผมและเพื่อนๆๆมาแวะพักกันที่ทางก่อนเข้าหุบเขาเดินทางสู่ สังขละเพราะจากนี้ไปทางดีนะแต่มันชันมากก็ตัวเองขับไปหนที่ 2 ยังเกรงเลย ใช้เวลาราว 3 ชั่วโมง ก็มาถึงแล้วแต่เราแวบกันไปที่ด่านเจดีย์ 3องค์ตรงชายแดนกันก่อนไปหาข้าวกินไปถ่ายรูปไปซื้อของกัน เหนื่อยมากฝนก็ยังตกอยู่ ที่นี่เค้าจะมีตลาดพลอย ตลาด เครื่องประดับ ขายเหล้าขายบุหรี่ ตลาดเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้ฝั่งพม่าบ้างฝั่งไทยบ้างของพวกนี้ถ้าจะซื้อกัน จริงๆ ถามร้านว่าเค้าออกใบให้ผ่านที่ด่านด้วยก็จะดีนะเพราะว่าขาออกเราต้องผ่าน ด่านตรวจของผิดกฎหมาย ออแบบไปเห็นเป็นคนพม่าเค้าก็จะเอากล้วยไม้ป่าฝั่งเค้ามาขายแล้วมีร้านหนึ่ง เค้ามีน้ำมันเลียงผา หัวเลียงผา ขายด้วยแต่ของพวกนี้ในบ้านเราผิดกฎหมายชัวร์จะซื้อกันก็ต้องระวังนะครับ


ภาพนี้คือด่านพระเจดีย์สามองค์สุดชายแดนตะวันตกของแผ่นดินไทย

เขตสิ้นสุดชาย แดนไทยด้านทิศตะวันตก ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองลู ไปตามทางหลวงหมายเลข 323 โดยก่อนถึงตัวอำเภอสังขละบุรี 4 กิโลเมตร จะมีทางแยกด้านขวาไปด่านเจดีย์สามองค์ เป็นระยะทางประมาณ 18 กิโลเมตร เส้นทางลาดยางตลอดสาย พระเจดีย์สามองค์นี้เดิมเรียกว่า หินสามกอง เป็นที่สักการะของคนไทยโดยทั่วไปก่อนเดินทางออกจากเขตแดนไทยเข้าสู่เขตแดน พม่า ต่อมาในปี พ.ศ. 2472 พระศรีสุวรรณคีรี เจ้าเมืองสังขละบุรีได้เป็นผู้นำชาวบ้านก่อสร้างเจดีย์ขนาดเล็กสามองค์ดัง ที่เห็นในปัจจุบัน นอกจากนี้ด่านเจดีย์สามองค์ยังเป็นช่องทางเดินทัพที่สำคัญของไทยและพม่าใน อดีต บริเวณด่านเจดีย์สามองค์ มีร้านขายสินค้าจากประเทศพม่า นักท่องเที่ยวสามารถข้ามชายแดนเข้าไปชมตลาดพญาตองซู ซึ่งเป็นตลาดชายแดนที่มีการจำหน่ายสินค้าของพม่า โดยนักท่องเที่ยวจะต้องเสียค่าผ่านด่าน (ฝั่งประเทศพม่า) ชาวไทย 25 บาท ชาวต่างประเทศ 10 เหรียญสหรัฐ รถยนต์ คันละ 50 บาท ตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ด่านตรวจคนเข้าเมืองสังขละบุรี โทร. 0 3459 0105, 0 3459 5335

หลังจากนั้นเราก็นั่งกินข้าวรอฝนหยุด แล้วเราก็เดินทางเข้าสู่ที่พัก คืนนี้เราพักที่ ซองกาเลียรีสอร์ท ริเวอร์ฮัท แอนด์ รีสอร์ท อ. สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

ที่ตั้ง 34/1 หมู่ 2 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี
บริการที่พัก อาหาร เครื่องดื่ม
สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์ 08-1834-5660, 034-595023-4, Fax: 034-595024
เว็บไซต์ http://www.songkhaliaresort.com/


รูปที่พักครับ

ภาพนี้จะเป็นแบบห้องที่ผมพักครับ

ภาพบรรยากาศริมน้ำ

 แดดมันไม่ค่อยจะมีดูอืมครึมไปหน่อย

 

พอดีเจ้าของเป็นเพื่อนของเพื่อนอีกทีนะครับที่พักของเค้าจะมีแบบแพ แบบบ้านที่ยื่นออกไปในน้ำส่วนพวกเราอยู่แบบบ้านที่ยื่นออกไปในน้ำ มีระเบียบชมอาทิตย์ขึ้นและตก ของเค้าราคาไม่แพงสนับสนุนถ้าใครมีโอกาสไปลองไปพักดู ครับหลังจากนั้นก็ไปเก็บของในห้องและเราจะไปนมัสการหลวงพ่ออุตตะมะเพื่อความ เป็นสิริมงคลชีวิต มาถึงที่นี่แล้วไม่ไปไม่ได้ก็จากที่พักเราก็เดินทางประมาณ 10นาทีพอดีช่วงที่เราไปเค้ากำลังบูรณะกันอยู่เพราะเดือนหน้าจะมีงานครบรอบ วันมรณภาพของท่านครบ 1 ปี พอดีช่วงนี้คนเลยไม่ค่อยมี


ภายในอุโบสถ

วัดวังก์วิเวการาม อยู่เลยจากตัวอำเภอสังขละบุรีไปประมาณ 6 กิโลเมตร เป็นวัดจำพรรษาของ “หลวงพ่ออุตตมะ” ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนชาวไทย ชาวมอญ รวมทั้งชาวกระเหรี่ยงและพม่าที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น ภายในวิหารที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อนอันงดงามชาวบ้าน เรียกกันว่า หลวงพ่อขาว จากวัดวังก์วิเวการามแยกไปอีก 1 กิโลเมตร จะเป็นที่ตั้งของเจดีย์แบบพุทธคยามีลักษณะฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสบรรจุ พระบรมสารีริกธาตุส่วนที่เป็นกระดูกนิ้วหัวแม่มือขวา ขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร บริเวณใกล้เจดีย์มีร้านจำหน่ายสินค้าจากพม่าหลายร้านจำพวกผ้า แป้งพม่า เครื่องไม้ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี มีการจัดงานคล้ายวันเกิดหลวงพ่ออุตตมะ ในงานมีกิจกรรมต่างๆ ประกอบด้วยพิธีกรรมทางศาสนา การแข่งขันชกมวยคาดเชือก การแสดงของชมรมวัฒนธรรมท้องถิ่นเช่น การรำแบบมอญ การรำตงของชาวกะเหรี่ยง และในงานประชาชนจะพร้อมใจกันแต่งกายตามแบบวัฒนธรรมของชาวไทยรามัญและจัด เตรียมสำรับอาหารทูนบนศีรษะไปถวายพระสงฆ์ที่วัด

รูปวัดพอดีช่วงที่ไปเค้ากำลังบูรณะกันยกใหญ่

เดิมที่วัดของท่านไม่ได้อยู่ที่นี่แต่ว่ามีการสร้างเขื่อนทำให้ต้องย้ายวัด ชาวบ้านย้ายที่อยู่ขึ้นมาแล้วปัจจุับันวัดเดิมก็อยู่ใต้น้ำไปกลายเป็น เมืองบาดาล ในอดีตเป็นวัดวังก์วิเวการามเดิมที่หลวงพ่ออุตตมะและชาวบ้านอพยพ ชาวกะเหรี่ยงและมอญได้ร่วมก้นสร้างขึ้น เมื่อปี 2496 ในบริเวณที่เรียกว่า สามประสบ ซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำสามสาย คือ แม่น้ำซองกาเลีย แม่น้ำบีคลี่ และแม่น้ำรันตี ไหลมาบรรจบกัน ต่อมาในปี 2527 มีการก่อสร้างเขื่อนเขาแหลมทำให้น้ำเข้าท่วมตัวอำเภอสังขละบุรีเก่ารวมทั้ง วัดนี้ด้วย จึงได้ย้ายวัดมาอยู่บนเนินเขา ส่วนวัดเดิมได้จมอยู่ใต้น้ำมานานนับสิบปี ในช่วงฤดูแล้งราวเดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งน้ำลดจะสามารถสังเกตเห็นตัวโบสถ์ของวัดได้อย่างชัดเจนและสามารถนั่งเรือ ไปเที่ยวชมได้ แต่ในช่วงน้ำขึ้นน้ำจะท่วมสูงเกือบทั้งหมดเหลือเพียงยอดของโบสถ์ให้เห็นเท่า นั้น กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันซีนไทยแลนด์ ในชื่อเมืองบาดาล

ถัดลงมาจากวัดไม่ไกลมากนักคือเจดีย์พุธทคยาเป็นองค์จำลองที่สร้างขึ้นแบบศิลป์มอญและพม่าผสมกันอย่างลงตัว

 

ขอจบ Part 1ก่อนจ้าพอดีงานเข้าแล้วจะรีบมาเขียนต่อ

edit @ 15 Jul 2009 08:57:38 by Dusit (Joe)

edit @ 15 Jul 2009 08:59:46 by Dusit (Joe)

edit @ 15 Jul 2009 09:00:30 by Dusit (Joe)

edit @ 15 Jul 2009 09:01:19 by Dusit (Joe)

edit @ 15 Jul 2009 09:06:36 by Dusit (Joe)